การทำแท้งด้วยยาอันตรายไหม?

 

การทำแท้งด้วยยาในระยะ 10 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์มีความเสี่ยงน้อยมากต่อการเกิดอาการแทรกซ้อน ความเสี่ยงนี้เทียบเท่ากับเมื่อผู้หญิงแท้งเองโดยธรรมชาติ หากมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นเนื่องมาจากการทำแท้งก็เป็นสิ่งที่แพทย์จะให้การดูแลรักษาได้ง่าย ในผู้หญิงทุกๆ 100 คนที่ทำแท้งโดยการใช้ยา จะมีผู้หญิงประมาณ 2-3 คนที่ต้องไปพบแพทย์ หรือ ไปสถานพยาบาล หรือ ไปโรงพยาบาลต่อเนื่อง ในประเทศที่การคลอดบุตรมีความปลอดภัยสูง อัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงระหว่างการคลอดบุตรอยู่ที่ 1 คนในผู้หญิงทุก ๆ 10,000 คน ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้ยาทำแท้งเองมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 1 ใน 100,000 คน ซึ่งทำให้การทำแท้งด้วยยาปลอดภัยกว่าการคลอดบุตรและปลอดภัยเทียบเท่ากับการแท้งเองโดยธรรมชาติ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า การทำแท้งอย่างปลอดภัยด้วยไมเฟพริสโตนและ ไมโซพรอสทอล เป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้หญิง

ข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์:

การวิจัยได้แสดงให้เราเห็นว่าในการทำแท้งด้วยยา มีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่มีอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในการทำแท้ง 16 17 20 21 22 มีผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่จำเป็นต้องมีการขูดมดลูก ( หรือใช้เครื่องดูด ) ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในสถานพยาบาลโดยทั่วไปซึ่งให้การรักษาผู้หญิงที่แท้งโดยธรรมชาติโดยวิธีเดียวกัน

 

ระยะของการตั้งครรภ์ % ของผู้หญิงที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์ต่อเนื่อง
0- 49 วัน (0-7 สับดาห์ ) 2 %
40-63 วัน (7-9 สับดาห์ ) 2.5%
64-70 วัน (9-10 สัปดาห์ ) 2.7%
71-77 วัน (10-11 สัปดาห์ ) 3.3%

(การดูแลทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้เครื่องมือดูด สำหรับกรณีที่ไม่แท้ง เกิดการตั้งครรภ์ต่อ หรือ แท้งไม่สมบูรณ์)

 

ผู้หญิงประมาณ 2-3 คน ในผู้หญิงทุก ๆ 100 คนที่ทำแท้งด้วยยาจำเป็นต้องไปหาหมอ สถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลเพื่อรับการดูแลทางการแพทย์ต่อเนื่อง เช่น การขูดมดลูก หรือการดูด อัตราความเสี่ยงนี้เทียบได้เท่ากับกรณีของผู้ที่แพ้ยาเพนิซิลิน 56 57

การทำแท้งด้วยยาโดยการใช้ไมเฟพริสโตนและ ไมโซพรอสทอล ใช้กันโดยทั่วไปในประเทศแถบยุโรป ในประเทศฝรั่งเศสเพียงประเทศเดียว ก็พบว่ามีการทำแท้งด้วยยาไมเฟพริสโตนและ ไมโซพรอสทอลไปแล้วประมาณหนึ่งล้านครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และไม่มีผู้ใดเสียชีวิตจากการทำแท้งด้วยยา

จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ.2552 พบว่ามีผู้หญิงอเมริกันราวหนึ่งล้านคน และ ผู้หญิงมากกว่าสองล้านคนในยุโรปได้ใช้ยาไมเฟพริสโตนและ ไมโซพรอสทอล ในการทำแท้งด้วยตนเอง และมีผู้เสียชีวิต 5 รายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาไมเฟพริสโตนในการทำแท้ง 65

ในปี พ.ศ. 2548 องค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ตีพิมพ์คำแนะนำด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับการใช้ไมเฟพริสโตน และ ไมโซพรอสทอลในการทำแท้งด้วยยา มีใจความว่า “ความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตสำหรับผู้หญิงที่ใช้การทำแท้งด้วยยาเกิดขึ้นได้ยาก (หรือประมาณ 1 ใน 100,000)” 37 12 36

โอกาสของการเสียชีวิตจากการทำแท้งด้วยยานั้นมีน้อยกว่า 1 ใน 100,000 9 19 การแท้งบุตรตามธรรมชาติมีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 15 ครรภ์ ต่อทุก ๆ 100 ครรภ์ 35 5 ในอเมริกาอัตราการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการแท้งบุตรในธรรมชาติอยู่ที่ไม่ถึง 1 คน ต่อการแท้งบุตร 100,000 ครั้ง 35 ดังนั้น อัตราการเสียชีวิตจากการทำแท้งด้วยยามีอัตราโดยประมาณเทียบเท่ากับการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการแท้งบุตรตามธรรมชาติ 9 62

เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเสียชีวิตจากการใช้ยาไวอะกร้า ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาอาการไม่แข็งตัวของอวัยวะเพศนั้นพบว่า
ในช่วงต้นค.ศ. 2000 มีการเขียนใบสั่งยาไวอะกร้าไปแล้วประมาณ 11 ล้านครั้ง 18 และมีผู้ชาย 564 คนเสียชีวิตจากการใช้ยานี้ ตามบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน( Journal of the American Medical Association )เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนใบสั่งยาที่เขียนออกไป อัตราการเสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 1 คนต่อใบสั่งยา 20,000 ฉบับ! และเมื่อเราคำนึงถึงว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะได้ใบสั่งยามากกว่า 1 ใบ นั่นหมายความว่าอัตราตายยิ่งสูงกว่า 1 ใน 20,000 คน อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตเพราะการใช้ยานี้ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะนำยานี้ออกจากตลาดได้

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตเพราะการทำแท้งด้วยยากับการใช้เพนนิซิลินแล้ว พบว่า อัตราการเสียชีวิตเนื่องจากการแพ้ยาเพนนิซิลินจะเกิดขึ้น 1 ราย ต่อการใช้ยา 50,000 – 100,000 คอร์ส 58  ซึ่งหมายถึงว่า การทำแท้งด้วยยาเป็นสิ่งที่ปลอดภัยกว่าการรักษาด้วยเพนนิซิลิน

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรและการทำแท้งที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย เมื่อเทียบกันแล้ว ยังน้อยกว่าความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ต่อไป 9

ในหลายๆ ประเทศ ผู้หญิงต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากการคลอดบุตรมากกว่าการใช้ยาเพื่อทำแท้ง จำนวนการเสียชีวิตจากการทำแท้งด้วยยานั้นในความเป็นจริงแล้วน้อยกว่าที่แสดงในตารางข้างล่าง เพราะการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการทำแท้งด้วยยา, การแท้งบุตร และ การตั้งครรภ์นอกมดลูกถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน 41

 

ประเทศ การเสียชีวิตจาก การแท้งบุตร, การตั้งครรภ์นอกมดลูก และ การทำแท้ง การเสียชีวิตจากการแท้งบุตร, การตั้งครรภ์นอกมดลูก และ การทำต่อการเกิดมีชีพ การเสียชีวิตที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ไม่นับรวมการทำแท้ง การเสียชีวิตที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ไม่นับรวมการทำแท้งต่อการเกิดมีชีพ
ฝรั่งเศส 2 1 ใน 387,000 48 1 ใน 16,000
ออสเตรเลีย 0 0 ต่อ 246,000 12 1 ใน 21,000
แคนาดา 1 1 ใน 328,000 10 1 ใน 33,000

ที่มา : ฐานข้อมูลเรื่องอัตราการเสียชีวิตขององค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2544

 

ถึงแม้ว่าอาการแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นในการทำแท้งด้วยยาได้แต่ก็ยังอันตรายน้อยกว่าการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยในพื้นที่ที่การทำแท้งถูกห้ามอย่างเข้มงวด ในการทำแท้งโดยไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นประมาณ 19 ล้านครั้งที่เกิดขึ้นในแต่ละปี พบว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 68,000 คน 43 ซึ่งนั่นหมายถึง 1 ใน ผู้หญิง 279 คนที่ไปทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัยต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น

สำหรับผู้หญิง 68,000 คนนี้ คาดประมาณว่าจะมีผู้หญิงอีก 30 เท่า (รวมเป็น 2,040,000 คน) ที่ต้องทนความเจ็บปวด หรือพิการอันเนื่องมาจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งหมายถึงว่า 1 ใน ผู้หญิง 9 คน ที่ทำแท้งโดยไม่ปลอดภัยต้องทรมานด้วยภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวที่ไม่จำเป็น 44